บทที่๑ ทางลัดสำหรับแปลภาษาพม่า

 

ศูนย์สู่เซียน ๒.๑ ทางลัดการแปลภาษาพม่า ประกอบไวยากรณ์
(นาม,วิภัตติ และบท)
๓๒๐ หน้า ไม่รวมปกคำนำและสารบัญ
ราคา ๕๐๐ บาท
สั่งซื้อได้ที่ Line ID mrtmarid

 

 

tydkif; ( 1 )

ทางลัด

 

“เมื่อแยกคำที่คนพม่าพูด และหนังสือที่คนพม่าเขียนเป็นส่วนที่ย่อยที่สุด พบเห็นคำหลักเพียงสองชนิดเท่านั้นคือ “นาม” และ “กริยา””

                        พระนันทะ ศากยวงศ์  (ธรรมาจริยะ)

                              ไวยากรณ์พม่า วัดท่ามะโอ (๑๙๘๖)

 

      “ไผ่หลายลำจึงอาจเรียกว่า “กอไผ่” จะตัดเอา “ไผ่” ก็ต้องเห็นไผ่ลำนั้นในกอเสียก่อน จึงกำหนดตัดได้ ฉันใด เมื่อมองเข้าไปในภาษาพม่าเห็น “นาม” และ “กริยา” อย่างโดดเด่นแล้ว ก็สามารถกำหนดจุดเพื่อแปลได้โดยง่าย ฉันนั้น”

                                          นายมะริด

 

 

ทางลัด แปลภาษาพม่าเป็นภาษาไทย

 

 

         มีทางลัดได้ ต่อเมื่อมีทางปกติเท่านั้น !

ถ้าบอกทางว่า “ไปทางลัดซิ” เมื่อต้องการบอกว่า “ทางนี้เร็วกว่า เลี่ยงปัญหาจราจรติดขัดด้วย”  แต่ถ้ายังไม่เคยมีเส้นทางที่ไปถึงปลายทางจริง ๆ หละ เส้นทางแรกที่ไปถึงปลายทางนั้นได้ ก็ควรจะเรียกว่า “ทางตรง” ไม่ควรเรียกว่า “ทางลัด”

การเรียนภาษาพม่าภาคปกติในระบบการศึกษา จัดเป็น “ทางตรง” ที่ผู้เรียนจะไปถึงปลายทางคือ “การแปลภาษาพม่า” ได้เป็นปกติ

แต่สำหรับ “ผู้อบรมภาษาพม่ามาเพียงสามสิบชั่วโมง” ล่ะ ? จะไปถึงการแปลภาษาพม่าได้หรือไม่ ? หากยกเอาผู้เขียนเป็นตัวอย่าง ควรตอบว่า “ได้” ครับ แต่ใช้ความพยายามมากหน่อย และหา “ทางลัด” ให้มากที่สุด

ทางลัดการจราจรนั้น หลีกเลี่ยงอุปสรรคคือการจราจรที่ติดติดขัด แต่ทางลัดในการเรียนนั้นจะต้องพานพบอุปสรรค คือส่วนประกอบของภาษาที่มากมาย แต่มีเป้าหมายเหมือนทางลัดการจราจรคือ “ถึงเป้าหมายได้เร็วกว่า”

เพื่อให้ผู้เดินทางลัดมีเครื่องมือมากพอเพื่อขจัดอุปสรรค คือส่วนประกอบของภาษาที่มากมายนั้น หนังสือชุด “ศูนย์สู่เซียน” นี้จึงยกเอาหลักภาษาพม่า (ไวยากรณ์พม่า) มาไว้แต่เพียงย่อ และยกตัวอย่างประกอบให้มาก เพื่อเป็นแนวทางโดยผูกหลักภาษาพม่านั้นขึ้นเป็น “วิธีลัด” ในการแปล

 

 

 จริง ๆ แล้ว “วิธีลัด” ควรจะเขียนตอนท้ายของเล่ม เมื่อผู้เรียนรู้จักส่วนสำคัญต่าง ๆ อย่างเพียงพอแล้ว .. จึงสรุปส่วนต่าง ๆ นั้น ออกมาเป็น “วิธีลัด”

แต่หนังสือชุดศูนย์สู่เซียนนี้ แนะนำ “วิธีลัด” ให้รู้กันก่อน แล้วนำพาไปสู่ส่วนต่าง ๆ ที่สำคัญเป็นลำดับไป

 

ทำไมต้องแปล (เป็นไทย)

 

       สมมุติว่า คุณผู้อ่านเดินทางอยู่ในประเทศพม่าคนเดียว ตลอดเจ็ดวัน คุณผู้อ่านไม่พบอุปสรรคใด ๆ เลย เพราะพูดภาษาพม่าได้ และยังเข้าใจกฏระเบียบของสถานที่ หรือขั้นตอนต่าง ๆ ของงานที่เดินทางไปติดต่อ เพราะอ่านภาษาพม่าได้

       กรณีนี้ คุณผู้อ่านพูดภาษาพม่าให้คนพม่าฟัง คนที่แปลสารคือคนพม่า เพราะคุณผู้อ่านพูดตามหลักภาษาพม่า คนพม่าจึงเข้าใจเพราะมีหลักเดียวกัน เมื่อคุณผู้อ่าน อ่านภาษา ตนเองก็คือคนแปลสารนั้นตามความ “เข้าใจ” ของคุณผู้อ่านเองที่มีหลักภาษารองรับ แต่ถ้าจะสื่อสารข้อความพม่าที่อ่านนั้น ให้เพื่อนคนไทยที่เดินทางไปด้วยล่ะ !

          ทีนี้เรื่องที่คิดว่าคนไทยด้วยกันน่าจะฟังกันรู้เรื่อง จะไม่ใช่เรื่องกล้วย ๆ เพราะการแปลจากภาษาหนึ่ง ไปเป็นอีกภาษาหนึ่งนั้น “มีกระบวนการแปลง” ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าภาษาต้นทางและภาษาปลายทาง มีหลักการเรียงคำต่างกัน ก็จะมีกระบวนการที่ซับซ้อนประกอบวิชาการเข้าไปอีก ..

       คุณผู้อ่าน เคยได้ยินคำว่า “คิดได้ แต่พูดไม่ออก” ใช่ไหมครับ ?

ถ้าภาษาพม่าพูดว่า “หิวข้าว” เรียงคำ หิว+ข้าว เหมือนภาษาไทย .. เราก็ไม่จำเป็นต้องแปลงใช่ไหมครับ  แต่ภาษาพม่าเมื่อหิวข้าวกลับพูดเรียงคำว่า ข้าว+หิว เป็น “ข้าวหิว” เราจึงต้องแปลงให้ตรงกับภาษาไทย

       ถ้าภาษาพม่าพูดว่า “คุณมาจากไหน” เหมือนไทย .. ก็ไม่จำเป็นต้องมารู้ชนิดของคำ แต่ภาษาพม่าเมื่อพูดว่าคุณมาจากไหน กลับพูดว่า “จากไหน+ คุณ+มา+แล” ยิ่งไปกว่านั้นภาษาพม่ายังสลับคำกันได้อีกว่า “คุณ + จากไหน + มา +แล ”

 

       หิวเฉย ๆ ဗိုက်ဆာတယ်

      จากไหน คุณ มาแล ဘယ်က ခင်ဗျာ လာလဲ ။

      คุณ จากไหน มาแล ခင်ဗျာ ဘယ်က လာလဲ ။

Comments

Popular posts from this blog

วิภัตติมีสองชนิด และตัวอย่างกัตตาวิภัตติ (บางส่วนของบทที่สาม)

บทที่ ๕ บท

บทที่ ๒ นาม